1390 ถ.ประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

ความรู้ คู่ คุณธรรม

logo

02 245 1966

prompans@yahoo.com

โรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา

เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

07:30 - 19:00

Monday to Friday

logo

02 245 1966

prompans@yahoo.com

โรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา

เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

07:30 - 19:00

Monday to Friday

ประวัติโรงเรียน

        โรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๐ ซึ่งเป็นปีกึ่งพุทธกาลพอดี ถ้าจะถามว่าคิดอย่างไร ก็คงตอบไม่ถูก เพราะมีหลายๆสาเหตุ  แรกทีเดียว เราสองคนสามีภรรยา คิดปลูกบ้านเล็กๆ อยู่ในที่ดินที่ซื้อไว้ ปลูกแล้วไม่ได้อยู่ พอดีฉันก็ลาออกจากงานบริษัทที่ทำงานอยู่ ฉันมีเวลาว่างและเป็นคนชอบสอน  เอาเด็กข้างๆบ้านมาสอนอ่านบ้าง เป็นเพื่อนลูกของเรา  ที่เป็นเหตุใหญ่ก็คือสามีประสบมรสุมทางราชการเกี่ยวกับการเมืองเรื่องเลือกตั้งในสมัยนั้น เราคิดกันว่าถ้ารับราชการไม่ยืดยาว เราน่าจะหาอะไรที่เป็นอาชีพอิสระทำ  โรงเรียนของเราจึงเกิดขึ้นโดยอาศัยบ้านหลังเล็กกลางทุ่งนาปลายถนนดินแดง จัดตั้งเป็นโรงเรียนสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมประถม-ประถมปีที่ ๔

        ในเวลานั้น ถนนดินแดงยังเป็นดินสีแดงสมชื่อ รอบๆบ้านเรามีแต่ทุ่งนา นานๆจะมีรถผ่านมาสักคันหนึ่ง และทุกครั้งฝุ่นแดงจากดินลูกรังก็จะฟุ้งตลบ ทำให้หลังคาบ้านแถบนั้นดาดไปด้วยเถ้าฝุ่น เหมือนกับมุงด้วยกระเบื้องสีแดง หลังโรงเรียนเป็นทุ่งนาเวิ้งว้างเต็มไปด้วยซังข้าวแห้งๆแดดร้อนเปรี้ยง ลมทุ่งที่โกรกแรงร้อนผ่าวไปด้วยไอแดด ช้าๆนานๆจะได้ยินเสียงกู่ของเด็กเลี้ยงควายลอยมาตามลม  นี่คือสภาพแวดล้อมของ “ โรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา ” ในสมัยนั้น

        แรกเปิดเรียนเรามีครู ๓ คน คือ ตัวฉันเอง ครูผู้หญิงที่เคยสอนเด็กเล็ก ๑ คน  และครูใหญ่อีก ๑ คน เป็นครูผู้ชาย ครูท่านนี้เคยเป็นศึกษาธิการอำเภอ เปิดเรียนวันแรกมีเด็ก ๖ คน เป็นลูกฉันเสีย ๒ คน เป็นเด็กข้างหลังบ้าน ๒ คน และลูกของเพื่อนฝากมาอีก ๒ คน แต่ละคนเรียนต่างชั้น ตั้งแต่ชั้นเตรียมประถมถึง ป.๔ ฉันเองก็ต้องสอนด้วย เด็กลูกของเพื่อนจบ ป.๓ มาจากโรงเรียนมีชื่อ แต่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เราก็ต้องจับมาตั้งต้นใหม่เป็นการตั้งต้นโรงเรียนที่แสนจะหงอยเหงา ว้าเหว่ในใจมากทีเดียว

        เราได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆหลายคน ช่วยกันหาเด็กมาเข้าเรียน บางคนถึงกับลาลูกออกมาจากโรงเรียนมีชื่อ ให้มาเรียนที่โรงเรียนของเรา ซึ่งก็ยังระลึกถึงและขอบคุณอยู่จนทุกวันนี้ ปลายปีการศึกษานั้นเรามีเด็ก ๕๗ คน

        ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้น ฝนตกชุกมาก ฝนตกหนักเกือบทุกวัน ทำให้การคมนาคมแย่ที่สุด ถนนที่เป็นลูกรัง ถูกฝนชะลูกรังหายไปหมด เหลือแต่โคลนที่แสนจะลื่น เวลาเดินต้องประคองตัวให้ดี มิฉะนั้นก็มีหวังลงไปวัดพื้น ทางเดินมาโรงเรียน บางตอนผ่านกองขยะ ผ่านบ่ออุจจาระ ที่ทางเทศบาลนำมาเทไว้ พอฝนตกหนักเข้า ถนนดินแดงทั้งถนนก็ใช้ไม่ได้ เพราะเจิ่งไปด้วยน้ำฝน ปนน้ำครำ ในโรงเรียนของเรานั้น น้ำที่ปริ่มขอบถนนเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ในที่สุดก็ท่วมพื้นชั้นล่างของอาคารเรียน นักเรียนชั้น ป.๑ ต้องขึ้นไปเบียดเรียนชั้นบน การมาโรงเรียนก็แสนลำบาก คือต้องขึ้นรถและลงเรือ

เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆสำหรับพื้นที่ย่านดินแดงซึ่งไม่มีทั้งแม่น้ำและลำคลอง เด็กๆของเราจะชุมนุมกันที่ตลาดสามเหลี่ยม (ปัจจุบันนี้เป็นด่านเก็บเงินต้นทางด่วนวิภาวดี) เพื่อขึ้นรถแล้วมาลงเรือต่อที่ปลายถนนกองขยะ(บริเวณสนามกีฬาไทย – ญี่ปุ่น ในปัจจุบัน) ค่าจ้างเรือวันละ 8 บาท เราขึ้นรถลงเรือเช่นนี้เป็นเวลาเดือนเศษๆจนกระทั่งหมดหน้าฝน น่าสนุก แต่จริงๆแล้ว เป็นความลำบากที่เราต้องใช้ความอดทนมากทีเดียว

        เล่าเรื่องปีแรกของโรงเรียนมายืดยาวมากมันเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ผ่านไปด้วยดี จากนั้นจนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๔ เราก็มีเด็กนักเรียน เพิ่มขึ้นทุกปีช่วงนั้นทางราชการได้สร้างอาคารสงเคราะห์เป็นเรือนแถวเพื่อผู้มีรายได้น้อย ทั้งในแถบดินแดงและห้วยขวาง ผู้คนอพยพมาอยู่มากขึ้น เด็กของเราก็เพิ่มขึ้น แต่เรายังเก็บค่าเล่าเรียนถูกแสนถูก ถึงกระนั้นก็ยังมีค่าเล่าเรียนค้างมากมาย

        ระหว่างปี ๒๕๐๒-๒๕๐๔ มีการสร้างอาคารสงเคราะห์เพิ่มเติมในเขตห้วยขวาง ทางราชการขอตัดถนนผ่านที่ดินของโรงเรียน ทำให้เราเสียที่ดินของโรงเรียนไปประมาณ ๑ ไร่เศษๆ โดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ(ปัจจุบันนี้เราก็ยกที่ดินซึ่งเป็นถนนหน้าโรงเรียนเป็นถนนสาธารณะของ กทม.ไปแล้ว)

บัดนี้ ๖๐ ปี แห่งการต่อสู้ที่ยาวนานผ่านไป ลุกศิษย์ตัวน้อยๆของเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีอาชีพการงาน มียศมีตำแหน่งสูงทางราชการ และเป็นพลเมืองดีมีค่าแก่สังคม เขาเหล่านั้นไม่ได้จากไปเลย แต่ได้หวนกลับมาทำประโยชน์ให้แก่โรงเรียน และให้แก่เด็กๆน้องๆรุ่นหลัง ไม่มีความชื่นใจใดในชีวิตครูของเรา จะเทียบเท่ากับความชื่นใจที่ได้รับในครั้งนี้ ปณิธานที่เกิดขึ้นในใจของเรานานแล้วว่า เราจะให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่นักเรียนของเรา ปณิธานนั้นก็ทวีความเข็มแข็งยิ่งขึ้น เราจะไม่หยุดยั้งอยู่เพียงเท่านี้ เราจะต้องทำให้ดีที่สุดให้ พร้อมพรรณ ของเราได้ยืนยงตลอดไป

นางพร้อมพรรณ ศิริพัฒน์

ผู้ก่อตั้งโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา